หุ้นครึ่งปีหลัง 2011

หากจะกล่าวถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้นตลอดช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ 2009 – 2010 คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ามันขึ้นมาพรวดเดียวด้วยความรุนแรงขนาดไหน เป็นขาขึ้นมาตลอดในช่วงเวลาตลอด 2 ปี ก็เอาเป็นว่าใครซื้อหุ้นมาตั้งแต่ช่วงซัพไพรม์ และถือมายาวๆตลอด 2 ปีที่ผ่านมานี้ เรียกได้ว่าไม่เฉียดรวย ก็รวยแน่ๆแทบทุกคน บางตัวให้ผลตอบแทนสูงมากถึง 10 – 20 เท่าตัว (หรือมากกว่านั้น) เป็นผลมาจากการฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และราคา commodities ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากเช่นกัน

เหรียญย่อมมีสองด้าน เมื่อมีสิ่งที่ดีขึ้น ก็ย่อมมีสิ่งร้ายเกิดขึ้นเช่นกัน “โลกนี้ไม่มีคำว่าสมบูรณ์แบบ” … เมื่อราคาสินค้า commodities ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ที่ขึ้นมาเพราะปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้น และมิหนำซ้ำสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความครุกรุ่นในหลายๆประเทศลุกลามอลหม่านอย่างรวดเร็ว เป็นปัจจัยเร่งให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างไม่มีแนวต้านใดๆจะต้านทานได้ จนราคาน้ำมันขึ้นไปแตะที่กว่า 110 เหรียญ ก่อนจะโดนทุบลงมาอย่างรวดเร็วโดยกองทุนเก็งกำไร

ภายใต้สภาวะความกดดันของปัจจัยรอบด้าน ทั้งความไม่สงบในตะวันออกกลาง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่ลุกลามไปทั่วโลก วิกฤตการณ์นิวเคลียร์จากภัยธรรมชาติที่ญี่ปุ่น ทุกอย่างเข้ามาประกบกัน และลุกลามไปถึงสหรัฐอเมริกาที่กำลังเข้าสู่โหมดอันตรายอีกครั้ง สิ่งเหล่านั้นคือภัยอันตรายรอบด้านสำหรับตลาดหุ้น ที่นักลงทุน และกองทุน สามารถขายออกมาเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อเขาต้องการ เพราะด้วยเป็นสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินได้ง่ายที่สุด

หากสรุปสั้นๆเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ (8 ก.ค. 2011) ต่างชาติซื้อสุทธิแล้วกว่า 69,193.40 ล้านบาท เฉพาะแค่ปี 2007 ตลาดหลักทรัพย์ก็มีแรงซื้อเข้ามากว่า 1 แสนล้านบาท จากนั้นในปี 2008 วิกฤตซัพไพรม์ ต่างชาติขายอย่างรุนแรงไม่ยั้งกว่า 1.54 แสนล้านบาท หลังจากพายุสงบก็กลับมาซื้อตั้งแต่ปี 2009-2010 เบ็ดเสร็จประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และปีสำคัญอย่าง 2011 มีเหตุการณ์น่ากลัวเกิดขึ้นหลายอย่าง จนกระทั่งปัจจุบัน 8 ก.ค. 2011 ต่างชาติยังคงขายสุทธิเล็กน้อย -32.03 ล้านบาท

ในภาวะปัจจัยรอบด้านกำลังถาโถมเข้ามาดังที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น สาเหตุส่วนหนึ่งคือความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก แม้ว่าปัจจัยภายในประเทศในปีนี้ค่อนข้างมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นค่อนข้างน้อย คงเป็นเพราะไม่ได้มีสาระสำคัญทางการเมืองเท่าใด ยกเว้นวันหลังเลือกตั้ง 4 ก.ค. ที่ต่างชาติซื้อสุทธิวันเดียวกว่า 1 หมื่นล้านบาท และกองทุนอีก 4 พันล้าน บริษัทหลักทรัพย์อีก 1 พันล้าน รวมเป็น 15,000 ล้านบาท ดัชนีบวกขึ้นไปกว่า +50 จุด เป็นครั้งแรกในรอบปีที่การเมืองไทยสร้างน้ำหนักให้กับตลาดหุ้นไทยได้อย่างงดงาม (ผสมรวมกับปัจจัยภายนอกคลี่คลาย)

กลยุทธ์การลงทุนในครึ่งปีหลังนี้ผมมองว่ามันเป็นอะไรที่มีปัจจัยเสี่ยงเยอะพอสมควร โดยเฉพาะปัจจัยสำคัญอย่างเศรษฐกิจทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่ตอนนี้ทั้งสองแห่ง ต่างก็มีปัญหาในโมเดลที่แตกต่างกันออกไป

  • แรกสุดสหภาพยุโรปที่กำลังเผชิญปัญหา “หนี้ยุโรป” ลุกลามกระจายไปทั่วทั้งยุโรป ณ ปัจจุบันมีหลายประเทศที่กำลังอยู่ในโหมดวิกฤต และอีกหลายประเทศกำลังอาจจะเข้าสู่วิกฤต ปัญหาเหล่านี้โดยมากคือหนี้ที่ไม่สามารถชำระได้ และเมื่อระบบการเงินที่ใดที่หนึ่งหยุด ที่อื่นๆมันก็จะหยุดตาม เพราะเศรษฐกิจของเราเชื่อมกันไปทั่วโลก โดยรวมแล้วผมมองว่าหนี้ยุโรปหากปัญหานี้ลุกลามมากขึ้น สุดท้ายแล้วก็คงจะไม่ต่างกับปี 2008 ที่จะเกิดเป็นปัญหาใหญ่ลุกลามน่ากลัวได้อีกครั้ง
  • ต่อมาก็คือสหรัฐอเมริกาที่มีปัญหาเรื่องการว่างงานจำนวนมาก ภาวะหนี้สินของสหรัฐที่รุนแรงมากขึ้นจนตอนนี้กำลังติดเพดานหนี้ และมาตรการ QE ที่ปั๊มเงินออกมาดูเหมือนจะไม่ได้ผล ระบบอุตสาหกรรมล้มต่อไปเป็นทอดๆ ณ ตอนนี้เศรษฐกิจสหรัฐก็รอวันชี้ชะตา 2 สิงหาคม ที่จะมีการถกเถียงครั้งใหญ่ว่าจะเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐหรือไม่ … โดยรวมผมมองว่าคงจะเพิ่ม เพราะหากไม่เพิ่ม เศรษฐกิจจะเกิดผลกระทบตามมาอย่างร้ายแรงมาก และหนี้ของสหรัฐอาจเกิดปัญหาอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐ ทรุดลงไปอีกก็เป็นไปได้ แต่น้ำหนักในเรื่องนี้ผมมองว่าสหรัฐยังมีทางออกอยู่อีกพอสมควร

 

สองปัจจัยนี้เป็นปัญหาสำคัญต่อตลาดหุ้น ที่ต้องจับตามองตลอดเวลา และประเมิณสถานการณ์กันแบบ “รายวัน” เพราะมันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก มีการแก้ไขปัญหาและพยายามหานโยบายต่างๆมาสกัดปัญหากันตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่ามันจะกันได้มากน้อยแค่ไหน เพียงแต่โดยรวมแล้วการกระทำเช่นนี้ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ มันก็เหมือนเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ และ “ถ่วงเวลา” เอาไว้จนถึงวันที่มันรับไม่ไหวก็เท่านั้นเอง

 

การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังจึงขอให้เน้นลงทุนแบบปลอดภัย เน้นให้ Safe เข้าไว้ หรือพยายามเก็งกำไร/ลงทุน อยู่ในปริมาณจำกัด พยายามหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงและมีความผันผวนมาก โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้า commodities โดยตรง เน้นดูนโยบายการเมืองและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเป็นหลัก โดยรวมแล้วความน่าจะเป็นของครึ่งปีหลัง อาจจะยังพอไปต่อได้ถ้าสถานการณ์ทั่วโลก ยังไม่เลวร้ายนัก

 

ผมคงแนะนำอะไรไม่ได้มากนักว่าหุ้นตัวไหนจะไปต่อ หรือหุ้นตัวไหนจะตก แต่หากสถานการณ์ที่เลวร้ายมากๆเกิดขึ้นจริง โดยรวมแล้วหุ้นก็มักจะร่วงลงทั้งกระดาน ช่วงนั้นคุณอาจจะหากลยุทธ์ในการทำกำไรขาลง หรือจะอยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไรก็ได้ แต่ขอให้พยายามรักษาสมดุลของตัวเองไว้ให้ได้ พยายามอย่าเสี่ยงมากจนเกินไป และดูแลพอร์ทของคุณเองอย่างใกล้ชิดเข้าไว้