เรื่องเล่าจากชายคนหนึ่ง

การประชุมผู้ถือหุ้นไทยคม … ผมเองนั่งอยู่บริเวณแถวเกือบหน้าสุด ส่วนชายอีกคนหนึ่งวันชราซึ่งอายุโดยประมาณคงไม่ต่ำกว่า 65 ปี นั่งอยู่ด้านหลัง … ระหว่างประชุมผู้ถือหุ้นไป เราต่างก็ฟังผู้บริหารอย่างเอาจริงเอาจัง

ทางด้านผมเองก็คอยจดบันทึกอะไรที่เป็นสาระสำคัญของการประชุมผู้ถือหุ้น เก็บเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อใช้ประกอบการลงทุนรวมถึงใช้เพื่อทำหนังสือ ในอีกฟากชายผู้ที่นั่งข้างหลังผมก็นั่งฟังผู้บริหารชี้แจงและตอบคำถามของการบริหารงานกิจการดาวเทียมใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งโลกมากกว่า 18% และเป็นอันดับ 4 ของโลก

เมื่อใกล้ประชุมเสร็จชายผู้นั้นก็ชวนคุยเกี่ยวกับเรื่องหุ้นไทยคมทันที

ด้วยความอยากรู้ ผมจึงสอบถามไปว่าถือมาตั้งแต่เมื่อไหร่ … คำตอบคือถือมาแล้วมากกว่าเป็นสิบปี คือตั้งแต่ราคาพาร์ 10 บาท จนปัจจุบันราคาพาร์ 5 บาท และยังไม่ได้ปันผลเลย แต่เขาก็ยังถือเพราะเห็นว่าทรัพย์สินในกิจการยังมี เพียงแต่กิจการยังขาดทุนไม่สามารถปันผลได้ และมีการลงทุนต่อเนื่อง เป็นกิจการดาวเทียมระดับโลก เขาเชื่อว่าธุรกิจนี้จะเติบโตในอนาคต แต่ในเวลานี้มันจะเป็นไปอย่างช้าๆ … เขาเชื่อเช่นนั้น

ประสบการณ์ของคุณลุงท่านนี้ ถือว่าไม่มากไม่น้อย เพราะอยู่ในตลาดมามากกว่า 20 ปี โดยที่ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจมาได้ทุกครั้ง … สำหรับผมแล้วผ่านวิกฤตมาแค่ครั้งเดียวคือซัพไพรม์ปี 2008 ถือว่ายังด้อยประสบการณ์นักเมื่อเทียบกับคุณลุงที่ผ่านมาตั้งแต่วิกฤตสมัยก่อน และโดยเฉพาะต้มยำกุ้งที่เขาว่าเผ็ดร้อนแสบถึงทรวงนักลงทุนทุกคน

คุณลุงปัจจุบันเกษียณอายุราชการจากรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งและมีรายได้จากเงินปันผลกว่าปีละหลายแสนบาท … สำหรับชายมนุษย์เงินเดือนสมัยก่อนและมีชีวิตเกษียณที่นอกจากมีเงินบำนาญแล้วยังมีเงินจากปันผลหุ้นด้วย เฉลี่ยแล้วในแต่ละเดือนคุณลุงมีเงินใช้เหยียบแสน แต่ทุกวันนี้บอกว่าไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตกับลูกหลานเท่านั้นเอง … เงินทองซื้อความสุขไม่ได้ มันซื้อได้แค่ความสะดวกสบาย

หุ้นเด็ดของคุณลุงคือ ปตท. ซึ่งคุณลุงเล่าให้ฟังว่าในสมัยนั้น ปตท. IPO แต่คุณลุงจองไม่ได้ จึงต้องรอซื้อในตลาด … แทบไม่น่าเชื่อว่าราคาหุ้น IPO ที่ 35 บาท กลับร่วงลงมาแถว 28-29 บาท แต่คุณลุงก็ไม่กล้าซื้อในเวลานั้น เพราะกลัวว่า “มันจะลงต่อไปอีก” … ประสบการณ์กลัวหุ้นลงต่อ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนทุกคน และหลังจากหุ้นรีบาวด์ขึ้นมา คุณลุงก็กลับไปซื้อที่ราคา 34 บาท ณ วันนี้คุณลุงท่านนั้นก็ยังคงถือหุ้นในดวงใจนี้ต่อไป เพราะหุ้นนี้แค่เงินปันผลก็คุ้มเกินคุ้มต้นทุนไปไกลแล้ว ยังไม่นับส่วนต่างราคาหุ้นที่ภายใน 10 ปี เพิ่มขึ้นมากว่า 10 เท่า

คุณลุงเล่าให้ฟังว่าเมื่อครับซัพไพรม์ จากเดิมพอร์ทที่เห็น บวกหลายสิบและหลายร้อยเปอร์เซนต์ กลับวิ่งหัวปักลงมาจนพอร์ทคุณลุง ลบหมดทุกตัว … “วิกฤตครั้งนี้มันหนัก แต่เรายังเชื่อมั่น” เมื่อมีสติ ตามหลักการลงทุนสไตล์ที่มีความเชื่อมั่นต่อหุ้นและกิจการระยะยาว จึงซื้อหุ้นต่อไปอีกหลายครั้งที่ราคาต่ำ ซึ่งทำให้พอร์ทของคุณลุง หุ้นหลายๆตัวได้ต้นทุนต่ำมาในช่วงซัพไพรม์ หนึ่งในนั้นคือหุ้นกลุ่มธนาคารและกิจการอาหารอย่าง CPF ซึ่งปัจจุบันผลตอบแทนมากกว่า 5-6 เท่าตัว

“วิกฤต อย่าไปกลัว” … คุณลุงพูดย้ำคำนี้กับผมหลายรอบมาก มากจนผมเบื่อเลยทีเดียว

เมื่อโอกาสมาถึงเราก็ต้องซื้อหุ้น ช่วงวิกฤตนี่แหละจัดเต็มไปเลย เพราะถ้ากิจการไหนยังดีและไปได้อยู่ แต่หุ้นตกเพราะความเชื่อมั่นนักลงทุนหาย ก็ต้องซื้อหุ้นกลับมาเพราะว่าราคาหุ้นบางครั้งก็ไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน ในขณะเดียวกัน คนที่ซื้อขายบ่อยๆเมื่อเทียบกับคนที่ซื้ออนาคตระยะยาวจากหุ้นแล้ว เทียบกันไม่ได้ คุณลุงเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์เดย์เทรดที่คุณลุงเจ็บปวดมากพร้อมกับบอกว่า ถ้าใช้ตลาดหุ้นเป็นเหมือนบ่อน เล่นเพื่อหวังกำไรเล็กน้อย ไปเล่นที่บ่อนแถวชายแดนเลยดีกว่า ซื้อหุ้นนะ ซื้อตอนถูกๆ อย่าไปซื้อตอนมันแพงๆ ยิ่งตอนนี้ดัชนีมาสูงขนาดนี้ เทียบกับพื้นฐานแล้วมันโอเวอร์เกินไป แบบนี้อย่าไปซื้อนะ

คุณลุงย้ำหลายรอบเช่นกันเกี่ยวกับคำเตือนที่ว่า เวลานี้หุ้นไม่น่าซื้อ มีหุ้นก็ขายไปเถอะ ราคาเวลานี้ไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานอีกต่อไป แต่มันเป็นการเก็งกำไรที่บ้าคลั่ง สอดคล้องกับความรู้สึกและความคิดของผมเช่นกัน

นอกจากนี้คุณลุงยังเตือนว่าอยู่ในตลาดหุ้นก็อย่าโลภนะ ลงทุนหวังผลกำไรแต่ก็อย่ามากเกินไป ปีนึง 10-20% ก็นับว่าเก่งแล้ว ยกเว้นแต่ว่าได้มาเยอะจริงๆหลายเท่า อันนั้นก็นับว่าโชค แต่คุณลุงก็ย้ำอีกครั้งว่า การอยู่ในตลาดหุ้นให้ได้นาน ต้องอย่าโลภ “เสียดาย ดีกว่าเสียเงิน” เล่นหุ้น “เอาความมั่งคั่ง ไม่ใช่เอามันส์”

น่าเสียดายที่ผมไม่ได้ขอการติดต่ออะไรกับคุณลุงไว้ ไม่อย่างนั้นคงได้สัมภาษณ์กันเยอะๆอีกสักรอบ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบถามคนที่อยู่ในตลาดมานานๆ หลายๆสิบปี และชอบเรียนรู้จากบุคคลที่มีประสบการณ์แต่ไม่ใช่คนที่ร่ำรวยมาก และไม่ใช่คนดัง เพราะโดยทั่วไปแล้วคนเหล่านี้ที่จำแลงจาก “เม่า” เป็น “พญาปลวก” ได้ ย่อมต้องผ่านร้อนผ่านหนาวและมีประสบการณ์ที่ดีมาเล่าสู่กันฟัง … ดีซะอีก ประสบการณ์บางอย่างที่เขาต้องเรียนรู้เป็นปี แต่เรารู้ได้ภายใน 10 นาที

ความรู้หาได้จากคนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องรอหนังสือหรือบทความจากคนดัง …